ประเทศไทยกับปัญหาฝนตกหนัก น้ำท่วมขังรอการระบาย เป็นของคู่กันที่ผู้ใช้รถจักรยานยนต์ต้องเผชิญอยู่เป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ รถจักรยานยนต์เกียร์อัตโนมัติ (A.T. หรือ Scooter) เช่น Honda Wave-AT, Scoopy, Giorno+, Lead 125, Click 160, PCX 160, ADV 160 หรือ Forza 350 ซึ่งมีโครงสร้างทางวิศวกรรมแตกต่างจากรถเกียร์ธรรมดา (Manual / Step-through) อย่างสิ้นเชิง
หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าระดับน้ำที่ท่วมเพียงครึ่งล้อเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่สำหรับรถออโตเมติกที่มีชุดส่งกำลัง CVT อยู่ต่ำ และมีกล่องกรองอากาศวางพาดอยู่เหนือแคร้งก์เครื่องยนต์ด้านซ้าย น้ำเพียงระดับตาตุ่มหรือครึ่งแข้งก็อาจสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อระบบส่งกำลังและเครื่องยนต์ได้ หากน้ำทะลักเข้าสู่ระบบดูดอากาศจนเกิดปรากฏการณ์ น้ำกระแทกลูกสูบ (Hydrostatic Lock) ค่าใช้จ่ายในการผ่าเครื่องซ่อมอาจพุ่งสูงตั้งแต่หลักพันปลายๆ ไปจนถึงหลักหมื่นบาท
คู่มือเชิงเทคนิคฉบับนี้รวบรวมหลักการขับขี่รถออโตเมติกผ่านทางน้ำขังอย่างปลอดภัย การประเมินจุดเสี่ยงวิกฤตของตัวรถ ข้อห้ามเด็ดขาดเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน และขั้นตอนกู้ชีพ-ฟื้นฟูสภาพรถหลังลุยน้ำ เพื่อให้รถคู่ใจของคุณรอดพ้นจากความเสียหายและกลับมาใช้งานได้เต็มสมรรถนะ
เพื่อทำความเข้าใจว่าทำไมรถออโตเมติกจึงดับง่ายและเสียหายหนักเมื่อลุยน้ำ เราต้องเจาะลึก 3 จุดยุทธศาสตร์หลักที่อยู่ต่ำและไวต่อของเหลวมากที่สุด:
ตำแหน่งติดตั้ง: ในรถมอเตอร์ไซค์ครอบครัวเกียร์ธรรมดา (เช่น Honda Wave 110i/125i) กรองอากาศจะติดตั้งอยู่ใต้โครงรถส่วนกลางบริเวณใต้ถังน้ำมันหรือใต้เบาะด้านหน้า ซึ่งอยู่ค่อนข้างสูง แต่สำหรับรถออโตเมติกเกือบทุกรุ่น กล่องกรองอากาศจะถูกติดตั้งอยู่บนแคร้งก์เครื่องยนต์ฝั่งซ้าย เหนือล้อหลังโดยตรง
กลไกการดูดอากาศ: ปากท่อดูดอากาศ (Air Intake Snorkel) มักจะคว่ำหน้าลงเพื่อป้องกันฝนตกใส่ แต่ความสูงจากพื้นถนนมักอยู่ที่ระดับประมาณ 30–45 เซนติเมตร เท่านั้น (ประมาณกึ่งกลางล้อถึงขอบล้อบน)
ความเสี่ยง: หากระดับน้ำขังสูงถึงปากท่อ หรือมีคลื่นน้ำจากการที่รถยนต์คันอื่นแล่นสวนมาซัดใส่ เครื่องยนต์จะดูดน้ำเข้าไปแทนที่อากาศทันที
การระบายความร้อน: ระบบ CVT ใช้สายพานยางสังเคราะห์ เม็ดตุ้มน้ำหนัก และคลัตช์แรงเหวี่ยง ซึ่งเสียดสีกันตลอดเวลาจนเกิดความร้อนสูง ภายในห้องแคร้งก์จึงต้องมี "ท่อดักลมและไส้กรองแคร้งก์ (CVT Air Duct)" เพื่อดูดอากาศภายนอกมาระบายความร้อน
จุดอ่อน: ท่อดักลมนี้มักอยู่บริเวณด้านหน้าของแคร้งก์สายพาน ซึ่งสูงจากพื้นเพียง 15–25 เซนติเมตร (ระดับดุมล้อหรือต่ำกว่าครึ่งล้อ)
ผลกระทบเมื่อน้ำเข้า: เมื่อน้ำและโคลนเล็ดลอดเข้าไปในห้อง CVT สายพานจะเกิดการลื่นไถล (Belt Slip) ทันที ตัวรถจะเร่งไม่ขึ้น บิดคันเร่งแล้วมีแต่เสียงเครื่องยนต์แต่ล้อไม่หมุน และผงโคลนจะเข้าไปเกาะในร่องเม็ดชามและสลักสไลด์
ปลายท่อไอเสียของรถออโตเมติกยุคใหม่มักถูกออกแบบให้เชิดขึ้นเพื่อความสวยงามตามหลักอากาศพลศาสตร์ ทว่าตัวหม้อพักไอเสีย (Muffler Chamber) และคอท่อไอเสียด้านล่างยังคงทอดตัวอยู่ในระดับต่ำ
เมื่อเครื่องยนต์ทำงาน แรงดันก๊าซไอเสียจะผลักดันให้น้ำไม่สามารถไหลย้อนเข้าท่อได้ แต่หากผู้ขับขี่ ผ่อนคันเร่งกะทันหัน หรือเครื่องยนต์ดับกลางน้ำ แรงดันไอเสียจะกลายเป็นสุญญากาศชั่วขณะ ดูดเอาน้ำภายนอกไหลย้อนเข้าสู่หม้อพักและคอท่อไอเสีย ซึ่งอาจไหลลึกไปถึงวาล์วไอเสียและห้องเผาไหม้
ก่อนตัดสินใจลุยทางน้ำท่วมขัง ผู้ขับขี่ต้องประเมินระดับความสูงของน้ำเทียบกับสัดส่วนตัวรถอย่างแม่นยำ:
[ แผนผังระดับน้ำเทียบกับตัวรถมอเตอร์ไซค์ A.T. ]
ระดับความสูงน้ำ (ซม.)
▲
40 cm │ ???? [โซนอันตรายสูงสุด] น้ำท่วมถึงกรองอากาศ / ปากท่อไอดี (ห้ามลุยเด็ดขาด!)
├─────────────────────────────────────────────────────────────
25 cm │ ???? [โซนเฝ้าระวัง] น้ำท่วมถึงครึ่งล้อ / ท่อดักลม CVT (เสี่ยงสายพานลื่น)
├─────────────────────────────────────────────────────────────
10 cm │ ???? [โซนปลอดภัย] น้ำปริ่มขอบยางล่าง / ท่วมไม่เกินข้อเท้า (ผ่านได้ช้าๆ)
▼
ความสูงสัมพัทธ์: น้ำท่วมไม่เกินครึ่งหนึ่งของขอบยางล่าง หรือระดับตาตุ่ม
สภาพการณ์: น้ำยังไม่ถึงห้องสายพาน CVT และท่อไอเสีย
การขับขี่: สามารถขับผ่านได้ตามปกติ แต่ควรลดความเร็วลงเพื่อหลีกเลี่ยงแอ่งน้ำลึกที่ซ่อนอยู่ใต้ผิวน้ำ และลดการกระเด็นของน้ำเข้าหาคนเดินเท้า
ความสูงสัมพัทธ์: น้ำเสมอระดับดุมล้อ หรือท่วมถึง "ครึ่งล้อแม็กซ์"
สภาพการณ์: น้ำเริ่มท่วมถึงคอท่อไอเสียด้านล่าง และปริ่มช่องดูดอากาศระบายความร้อนของห้อง CVT
การขับขี่: ต้องใช้ความระมัดระวังสูงสุด รักษารอบเครื่องยนต์ให้สม่ำเสมอ ห้ามผ่อนคันเร่ง เพื่อรักษาแรงดันไอเสีย ระวังคลื่นน้ำกระเพื่อม
ความสูงสัมพัทธ์: น้ำท่วมมิดล้อหลัง ปริ่มใต้ท้องรถ หรือท่วมถึงแผ่นพักเท้า
สภาพการณ์: น้ำท่วมถึงไส้กรองอากาศ ปากท่อไอดี และปลั๊กหัวเทียน
คำแนะนำเด็ดขาด: "ห้ามขับลุยเด็ดขาด" ให้เลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่น หรือจอดรถบนที่ดอนแล้วรอให้น้ำลด การฝืนลุยในระดับนี้มีโอกาสเครื่องยนต์น็อกและพังถาวรเกิน 90%
ความเสียหายที่ร้ายแรงและมีค่าซ่อมแพงที่สุดของการขี่รถลุยน้ำ คือสภาวะที่เรียกว่า Hydrostatic Lock (ไฮโดรสแตติก ล็อก หรือวอเตอร์ล็อก)
ตามหลักฟิสิกส์ อากาศสามารถถูกบีบอัดได้ (Compressible) แต่ ของเหลวอย่างน้ำไม่สามารถถูกบีบอัดได้ (Incompressible)
ในการทำงานปกติ ลูกสูบจะเคลื่อนที่ขึ้นเพื่ออัดส่วนผสมของอากาศและละอองน้ำมันเบนซินให้มีปริมาตรเล็กลงในห้องเผาไหม้ ก่อนที่หัวเทียนจะจุดระเบิด
เมื่อรถลุยน้ำลึกจนน้ำทะลักเข้าท่อกรองอากาศ น้ำจะไหลผ่านเรือนลิ้นเร่ง (Throttle Body) ผ่านวาล์วไอดี และเข้าไปสะสมตัวอยู่ในกระบอกสูบ
เมื่อลูกสูบเคลื่อนที่ขึ้นตามจังหวะอัด (Compression Stroke) เพื่อพยายามบีบอัดมวลน้ำ แต่เนื่องจากน้ำไม่สามารถยุบตัวได้ ลูกสูบจะกระแทกเข้ากับมวลน้ำอย่างรุนแรงทันที
แรงสะท้อนมหาศาลจะส่งผลให้:
ก้านสูบ (Connecting Rod) คด งอ หรือหักสะบั้น
ลูกสูบแตก หรือหัวลูกสูบทะลุ
สลักลูกสูบเบี้ยว เสื้อสูบเป็นรอยลึกหรือแตกร้าว
ข้อเหวี่ยงบิดตัว และในกรณีเลวร้ายที่สุด ก้านสูบที่หักอาจฟาดทะลุแคร้งก์เครื่องยนต์แตก
ความเสียหายลักษณะนี้ไม่สามารถซ่อมแซมด้วยการเปลี่ยนอะไหล่ชิ้นเล็กๆ ได้ แต่ต้อง "ผ่าเครื่องยนต์ใหม่ทั้งหมด (Overhaul)" เปลี่ยนเสื้อสูบ ลูกสูบ ก้านสูบ และชุดข้อเหวี่ยง ซึ่งคิดเป็นค่าใช้จ่ายมูลค่ามหาศาล
หากตกอยู่ในสถานการณ์คับขันที่ไม่มีทางเลี่ยง และจำเป็นต้องนำรถขี่ผ่านช่วงน้ำท่วมขังในระดับที่ไม่เกินครึ่งล้อ ให้ปฏิบัติตามหลักการ 6 ข้อนี้อย่างเคร่งครัด:
อย่าผลีผลามพุ่งลงน้ำเป็นคันแรก ให้สังเกตแนวการเดินรถของรถคันอื่น โดยเฉพาะรถกระบะหรือรถจักรยานยนต์คันหน้า หากเห็นน้ำท่วมมิดล้อรถมอเตอร์ไซค์คันหน้า ให้หยุดและหาเส้นทางเลี่ยงทันที นอกจากนี้ ให้พยายามขับบนแนวสันถนนกึ่งกลางเลน ซึ่งมักเป็นจุดที่สูงที่สุดของหลังเต่าถนน
เลี้ยงคันเร่งให้รอบเครื่องยนต์คงที่อยู่ในช่วงรอบเดินเบาขั้นสูง (ประมาณ 2,500–3,500 รอบ/นาที) เพื่อให้ลูกสูบสร้างแรงดันก๊าซไอเสียดันออกมาที่ปลายท่ออย่างต่อเนื่อง ป้องกันไม่ให้น้ำไหลย้อนเข้าไป
ข้อห้ามสำคัญ: ห้ามเร่งๆ ผ่อนๆ คันเร่งสลับไปมา เพราะทุกจังหวะที่ผ่อนคันเร่ง รอบเครื่องจะตกและเกิดแรงดูดย้อนกลับที่ปลายท่อ
เนื่องจากคุณต้องเลี้ยงคันเร่งค้างไว้เพื่อรักษาแรงดันไอเสีย หากต้องการชะลอความเร็ว ให้ใช้มือซ้าย กำก้านเบรกหลังเบาๆ (Trailing Brake) เพื่อชะลอความเร็วรถ โดยที่มือขวายังคงเปิดคันเร่งรักษาตำแหน่งเดิมไว้ วิธีนี้ช่วยให้รถไม่เสียจังหวะและรักษาเสถียรภาพการทรงตัว
การขี่ลุยน้ำด้วยความเร็วสูงจะดันมวลน้ำหน้ารถให้ยกตัวขึ้นเป็นคลื่นรูปตัววี (Bow Wave) คลื่นนี้จะกระฉอกสูงขึ้นมาจนท่วมถึงระดับกรองอากาศและแผงหม้อน้ำด้านหน้าได้ ทั้งที่ระดับน้ำจริงไม่ได้สูงมาก ให้ใช้ความเร็วต่ำไม่เกิน 10–15 กม./ชม. เพื่อให้น้ำแหวกลอยออกด้านข้างอย่างนุ่มนวล
หลีกเลี่ยงการขับขนานหรือขับตามหลังรถบรรทุกและรถกระบะยกสูงในระยะกระชั้นชิด คลื่นน้ำที่เกิดจากล้อของรถยนต์ขนาดใหญ่มีความรุนแรงและสูงพอที่จะซัดเข้าช่องดักลมกรองอากาศของมอเตอร์ไซค์ได้ในพริบตา ควรเว้นระยะห่างอย่างน้อย 15–20 เมตร
กระแสน้ำท่วมขังมักพัดพาฝาท่อระบายน้ำเปิดอ้าออก หรือปิดบังหลุมบ่อขนาดใหญ่บนผิวทาง หากขับขี่เร็วแล้วล้อตกลงไป อาจทำให้รถล้มจมน้ำทั้งคันและผู้ขับขี่ได้รับบาดเจ็บ ให้มองแนวน้ำและแนวเสาไฟฟ้าเป็นจุดอ้างอิงเสมอ
หากคุณกำลังขับลุยน้ำอยู่ดีๆ แล้วจังหวะหนึ่งเครื่องยนต์เกิดอาการกระตุกและ ดับลงกลางน้ำ ให้ตั้งสติและปฏิบัติตามลำดับขั้นต่อไปนี้:
[ ลำดับขั้นตอนรับมือเมื่อรถดับกลางน้ำ ]
1. ปล่อยคันเร่งทันที ➔ บิดสวิตช์กุญแจ OFF
2. ❌ ห้ามกดปุ่มสตาร์ตมือ หรือสตาร์ตเท้าซ้ำเด็ดขาด!
3. เข็นรถขึ้นสู่ที่ดอนแห้ง ปลอดภัย
4. ตั้งขาตั้งคู่ ➔ สำรวจหม้อกรองอากาศและช่องระดับน้ำมันเครื่อง
5. ถ้าน้ำเข้า ➔ นำส่งศูนย์บริการ / ช่างผู้เชี่ยวชาญ
นี่คือข้อผิดพลาดอันดับหนึ่งที่ทำให้เครื่องยนต์พังถาวร เมื่อเครื่องดับ ผู้ขับขี่มักเผลอกดปุ่มสตาร์ตมือซ้ำๆ ทันที หากสาเหตุที่เครื่องดับเกิดจากน้ำเข้าไปอยู่ในกระบอกสูบ มอเตอร์สตาร์ตจะพยายามหมุนข้อเหวี่ยงเพื่อดันลูกสูบขึ้นไปชนกับมวลน้ำ ส่งผลให้ ก้านสูบคดทันทีจากการสตาร์ตซ้ำ
ปิดสวิตช์กุญแจ (Key OFF): ตัดระบบไฟเลี้ยงกล่องควบคุม (ECU) หัวฉีด และระบบจุดระเบิดทั้งหมด
เข็นรถขึ้นที่สูง: ลงจากรถแล้วเข็นรถขึ้นไปยังบริเวณที่แห้งหรือพ้นระดับน้ำท่วมโดยเร็วที่สุด
ตั้งขาตั้งคู่ (Center Stand): เพื่อยกรถให้ได้ระนาบตรง ตรวจดูว่ามีน้ำไหลทะลักออกมาจากปลายท่อไอเสียหรือหม้อกรองอากาศหรือไม่
เมื่อนำรถขึ้นมาบนที่แห้งแล้ว ให้ทำการสำรวจ 3 จุดสำคัญเพื่อประเมินความเสียหายก่อนตัดสินใจใดๆ:
ใต้กล่องกรองอากาศของรถออโตเมติกทุกรุ่นจะมี ท่อยางใสที่มีจุกอุด (Drain Tube) ปิดอยู่ สังเกตดูว่ามีน้ำขัง เศษดิน หรือตะกอนโคลนสะสมอยู่ในท่อนี้หรือไม่ หากเห็นน้ำเต็มหลอด แสดงว่าน้ำได้ไหลเข้าท่วมหม้อกรองอากาศแล้ว ให้เปิดจุกยางเพื่อเดรนน้ำทิ้ง
ดึงก้านวัดระดับน้ำมันเครื่อง (Dipstick) ออกมา แล้วเช็ดด้วยกระดาษทิชชูหรือผ้าสะอาด จากนั้นจุ่มลงไปใหม่อีกครั้งเพื่อดูสภาพน้ำมัน
สภาพปกติ: น้ำมันเครื่องจะมีสีเหลืองทอง สีอำพัน หรือสีดำโปร่งแสงตามอายุการใช้งาน
สภาพวิกฤต (น้ำเข้าห้องเครื่อง): หากน้ำมันเครื่องเปลี่ยนเป็น "สีชานมเย็น", "สีกาแฟใส่นม" หรือสีขาวขุ่นข้น แสดงว่าน้ำได้ผสมเข้ากับน้ำมันเครื่องเรียบร้อยแล้ว ห้ามสตาร์ตรถโดยเด็ดขาด
หากสตาร์ตเครื่องได้ แต่เมื่อบิดคันเร่งแล้วรอบเครื่องยนต์พุ่งสูงแต่รถไม่ขยับ หรือเคลื่อนตัวได้ช้ามากๆ พร้อมมีเสียงหวีดแหลม แสดงว่าน้ำและคราบโคลนเข้าไปในห้องแคร้งก์ ทำให้สายพานและหน้าชามลื่นไถล
แม้ว่ารถของคุณจะขับลุยน้ำมาได้โดยเครื่องยนต์ไม่ดับ แต่ความชื้น สนิม และตะกอนโคลนอาจเริ่มกัดกินชิ้นส่วนภายในโดยที่คุณไม่รู้ตัว นี่คือขั้นตอนการดูแลฟื้นฟูหลังลุยน้ำ:
ใช้น้ำสะอาดล้างคราบโคลนและดินทรายออกจากจานเบรก คาลิเปอร์เบรก ซอกบังโคลน และแผงรังผึ้งหม้อน้ำ (ระวังอย่าใช้หัวฉีดน้ำแรงดันสูงฉีดอัดตรงเข้าแผงหม้อน้ำเพราะครีบอาจล้ม)
ฉีดสเปรย์ไล่ความชื้น (เช่น น้ำมันอเนกประสงค์) ตามจุดข้อต่อ สวิตช์แฮนด์ ขาตั้ง และปลั๊กสายไฟ
นำรถเข้าศูนย์บริการเพื่อเปิดฝาครอบแคร้งก์สายพานออก
ใช้น้ำยาทำความสะอาดเบรกและคลัตช์ล้างคราบโคลน ผงเขม่า และสิ่งสกปรกออกจากหน้าชามพูลเลย์ เม็ดตุ้ม และกระโหลกคลัตช์
ตรวจเช็กสภาพสายพาน หากพบว่าเปื่อย ยุ่ย หรือแตกลายงาควรเปลี่ยนใหม่ทันที พร้อมทั้งล้างหรือเปลี่ยนแผ่นกรองแคร้งก์
น้ำมันเครื่อง: ถ่ายน้ำมันเครื่องเก่าทิ้ง หากมีสีกาแฟนม ให้ทำการ "ฟลัชชิ่ง (Flushing)" ด้วยน้ำมันเครื่องใหม่ 1–2 รอบ จนกว่าคราบน้ำนมจะหายสนิท แล้วจึงเติมน้ำมันเครื่องเกรดมาตรฐาน
น้ำมันเฟืองท้าย (Final Drive Oil): ห้องเฟืองท้ายมักมีท่อระบายแรงดันที่อยู่ต่ำ น้ำจึงซึมเข้าได้ง่ายมาก หากน้ำมันเฟืองท้ายกลายเป็นสีน้ำนม ลูกปืนและเฟืองท้ายจะสึกหรออย่างรวดเร็วจนเกิดเสียงหอน ต้องถ่ายทิ้งและเติมใหม่ทันที
ไส้กรองอากาศของมอเตอร์ไซค์ฮอนด้ารุ่นใหม่เป็น ไส้กรองกระดาษเคลือบน้ำมัน (Viscous Paper Filter) หากกระดาษกรองเปียกน้ำหรือชื้น รูพรุนของกระดาษจะตันอย่างถาวร อากาศจะไม่สามารถไหลผ่านได้ ส่งผลให้รถกินน้ำมัน วิ่งไม่ออก และมีเขม่าดำ ไส้กรองประเภทนี้ไม่สามารถเป่าลมให้แห้งแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ต้องเปลี่ยนชิ้นใหม่เท่านั้น
หลังจากลุยน้ำ ประสิทธิภาพการเบรกจะลดลงชั่วคราวเนื่องจากมีฟิล์มน้ำคั่นระหว่างผ้าเบรกกับจานเบรก ให้ขับขี่ช้าๆ และแตะเบรกย้ำๆ เบาๆ เพื่อให้ความร้อนจากการเสียดสีช่วยระเหยน้ำออกไปจนกว่าแรงเบรกจะกลับมาเป็นปกติ
เพื่อให้การเดินทางในฤดูฝนปลอดภัยและไร้กังวล เซฟเช็กลิสต์ 5 ข้อนี้ไว้ใช้ตรวจเช็กรถคู่ใจของคุณเป็นประจำ:
[ ] ตรวจเช็กดอกยางและความลึกของร่องยาง: ร่องยางต้องลึกพอที่จะรีดน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ป้องกันอาการเหินน้ำ (Hydroplaning)
[ ] ตรวจสอบท่อเดรนน้ำใต้กรองอากาศ: แกะจุกยางเพื่อเทน้ำและฝุ่นทิ้งอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง
[ ] เช็กสภาพจุกยางและสายระบายอากาศ: ท่อระบายห้องแคร้งก์และท่อระบายเฟืองท้ายต้องไม่หลุดหรือแตกลายงา
[ ] พกเบอร์ติดต่อฉุกเฉินและบริการรถยก: เมมเบอร์ศูนย์บริการฮอนด้าใกล้บ้าน หรือเบอร์ช่วยเหลือฉุกเฉินกรณีรถดับกลางน้ำ
[ ] จำกัดความลึก: ท่องไว้เสมอว่า "ท่วมเกินดุมล้อ ให้ชะลอและคิดหนัก / ท่วมมิดล้อเมื่อไหร่ ให้เลี้ยวกลับทันที"
การรู้เท่าทันขีดจำกัดทางวิศวกรรมของรถจักรยานยนต์ออโตเมติก และมีสติในการควบคุมคันเร่ง คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยปกป้องเครื่องยนต์ของคุณให้รอดพ้นจากภัยน้ำท่วมขัง และช่วยเซฟเงินในกระเป๋าของคุณได้อย่างยั่งยืนที่สุด
50/3-5 Phahonyothin Rd. Nong Kae Saraburi 18140 Thailand
036-371622, 036-371214
sales_numsilp@hotmail.com
@numsilp
Copyright © 2023. Numsilp. All Rights Reserved.
Lorem Ipsum has been the standard dummy text ever since the 1500s, when an unknown printer took a galley of type and scrambled it to make a type specimen book. It has survived not only five centuries, but also the leap into electronic simply dummy text of the printing and typesetting industry. Lorem Ipsum has been the industry's standard dummy text ever since the 1500s, when an unknown printer took a galley of type and scrambled it to make a type specimen book. It has survived not only five
1. industry. Lorem Ipsum has been the industry's standard dummy text ever since the 1500s,
2. when an unknown printer took a galley of type and scrambled it to make a type specimen book.
3. It has survived not only five centuries, but also the leap into electronic simply dummy text of the
4. printing and typesetting industry. Lorem Ipsum has been the industry's standard dummy text
5. ever since the 1500s, when an unknown printer took a galley of type and scrambled it to make a
6. type specimen book. It has survived not only five centuries, but also the leap into electronic
ดำเนินการสมัครสมาชิกเรียบร้อยแล้ว wwww.numsilp.com
หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติ่มได้ที่ โทร 036-371622, 036-371214 หรือติดต่อผ่านเมนู ส่งข้อความถึงผู้ดูแลระบบ
ขอบคุณที่ไว้วางใจ และเลือกใช้บริการกับเรา