รถมอเตอร์ไซค์ออโตเมติกหรือเกียร์ A.T. จากค่ายปีกนกถือเป็นยานพาหนะที่อยู่คู่คนไทยมาอย่างยาวนาน ด้วยจุดเด่นเรื่องความสะดวกสบายในการขับขี่ เทคโนโลยีเครื่องยนต์ eSP+ และระบบหัวฉีด PGM-FI ที่ขึ้นชื่อเรื่องความประหยัดน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นรถครอบครัวที่เน้นความคล่องตัวอย่าง Scoopy i, รถสปอร์ตออโตเมติกยอดฮิตอย่าง Click 160, ไปจนถึงพรีเมียมสกู๊ตเตอร์รุ่นใหม่อย่าง PCX 2026 รถเหล่านี้ล้วนถูกออกแบบมาให้ทนทานต่อสภาพการใช้งานในชีวิตประจำวัน
แต่ถึงแม้จะขึ้นชื่อเรื่องความอึด ถ้ารถออโตเมติกขาดการดูแลรักษาที่ถูกต้อง ชิ้นส่วนกลไกที่ทำงานสอดประสานกันอย่างซับซ้อนก็อาจจะเสื่อมสภาพเร็วกว่าที่ควรจะเป็น อาการ "รถอืด บิดไม่ขึ้น กินน้ำมัน สั่นเป็นเจ้าเข้า" มักจะตามมา บทความนี้จะพาไปเจาะลึก 5 จุดสำคัญที่สุดที่ต้องหมั่นตรวจเช็ก เพื่อยืดอายุการใช้งานและรักษาสมรรถนะให้บิดติดมือไปอีกหลักแสนกิโลเมตร
ความเข้าใจผิดที่พบได้บ่อยที่สุดคือการคิดว่าน้ำมันเครื่องมอเตอร์ไซค์อะไรก็เติมได้เหมือนกันหมด สำหรับรถออโตเมติกนั้น น้ำมันเครื่องจะทำหน้าที่หล่อลื่นชิ้นส่วนภายในเครื่องยนต์เพียงอย่างเดียว (ลูกสูบ, แคมชาฟต์, ข้อเหวี่ยง) โดยไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับระบบคลัตช์ที่อยู่แยกออกไปด้านหลัง
รหัส JASO MB คือไฟลท์บังคับ: น้ำมันเครื่องที่เหมาะสมที่สุดสำหรับรถเกียร์ A.T. ต้องได้มาตรฐาน JASO MB เท่านั้น เนื่องจากมีสารเติมแต่งประเภท Molybdenum ที่ช่วยลดแรงเสียดทาน (Low Friction) ได้สูงสุด ทำให้รอบเครื่องยนต์กวาดขึ้นได้รวดเร็ว หากเผลอไปใช้น้ำมันเครื่อง JASO MA (สำหรับรถเกียร์ธรรมดาที่มีคลัตช์เปียก) รถจะเกิดความหนืดภายใน เครื่องยนต์ทำงานหนักขึ้น ส่งผลให้อัตราเร่งตกและกินน้ำมันเชื้อเพลิงมากกว่าเดิม
ระยะการเปลี่ยนถ่าย: ความร้อนสะสมในเมืองหลวงหรือการวิ่งทำรอบในแต่ละวันทำให้น้ำมันเครื่องเสื่อมสภาพเร็ว แม้คู่มืออาจจะระบุไว้ที่ 4,000 - 6,000 กิโลเมตร แต่สำหรับสภาพอากาศในบ้านเรา การเปลี่ยนถ่ายทุกๆ 2,500 - 3,000 กิโลเมตรสำหรับน้ำมันเครื่องเกรดกึ่งสังเคราะห์ หรือ 4,000 กิโลเมตรสำหรับสังเคราะห์แท้ 100% จะช่วยรักษาความสะอาดของชิ้นส่วนภายในได้ดีกว่า และอย่าลืมเปลี่ยน "ไส้กรองน้ำมันเครื่อง" (ในรุ่นที่มี) หรือทำความสะอาดตะแกรงกรองทุกๆ 2 รอบของการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง
เสน่ห์ของรถ A.T. คือระบบเกียร์ CVT (Continuously Variable Transmission) หรือระบบ V-Matic ของ Honda ที่ทำงานผ่านการหมุนเหวี่ยงของชามหน้าและสายพาน ซึ่งชุดข้างเหล่านี้ต้องการการดูแลที่ละเอียดอ่อนมาก
สายพาน V-Belt: สายพานผลิตจากยางผสมเส้นใยเสริมแรง เมื่อเจอความร้อนจากการเสียดสีตลอดเวลา ยางจะเริ่มแข็งตัว แตกตกร่อง หรือยืดออก อาการที่ฟ้องว่าสายพานเริ่มแย่คือ "รถมีอาการกระตุกตอนออกตัว" หรือได้ยินเสียงสายพานตีแคร้งตอนเบาเครื่อง ตามมาตรฐานควรเช็กทุก 12,000 กิโลเมตร และเปลี่ยนเส้นใหม่ที่ 24,000 กิโลเมตร
ตุ้มน้ำหนักเหวี่ยง (เม็ด): เม็ดตุ้มถ่วงที่อยู่ในชามหน้ามีหน้าที่กางออกตามแรงหนีศูนย์กลางเพื่อดันสายพาน เมื่อใช้งานไปนานๆ เม็ดที่กลมจะสึกจนกลายเป็นเหลี่ยมหรือแบน เมื่อเม็ดแบน การกางของชามจะไม่ราบรื่น ทำให้จังหวะเร่งแซงมีอาการตื้อ หรือความเร็วปลายหดหาย ควรตรวจเช็กและทำความสะอาดเป่าฝุ่นชุดแคร้งทุก 10,000 กิโลเมตร
น้ำมันเฟืองท้าย (Gear Oil): จุดที่ถูกลืมมากที่สุด! น้ำมันเฟืองท้ายทำหน้าที่หล่อลื่นชุดเฟืองทดรอบที่ล้อหลัง หากปล่อยให้เสื่อมสภาพหรือมีน้ำเล็ดลอดเข้าไป (สีน้ำมันจะกลายเป็นสีชาเขียวนม) ลูกปืนเฟืองท้ายจะแตกและมีเสียงหอนดังวู้ๆ ตามมา ค่าซ่อมแพงกว่าค่าน้ำมันเฟืองท้ายหลายสิบเท่า กฎจำง่ายๆ คือ "เปลี่ยนน้ำมันเครื่อง 2 ครั้ง ให้เปลี่ยนน้ำมันเฟืองท้าย 1 ครั้ง"
เครื่องยนต์ต้องการอากาศบริสุทธิ์เพื่อผสมกับน้ำมันเชื้อเพลิงในการจุดระเบิด รถ Honda ออโตเมติกรุ่นปัจจุบันแทบทั้งหมดใช้ไส้กรองอากาศแบบ กระดาษเคลือบน้ำมัน (Viscous Type) ซึ่งมีประสิทธิภาพในการดักจับฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ดีเยี่ยม
ห้ามใช้ลมเป่าเด็ดขาด: นี่คือกฎเหล็ก! ช่างหลายคนติดนิสัยนำปืนลมแรงดันสูงไปเป่าทำความสะอาดไส้กรอง การทำแบบนี้จะทำให้สารเคลือบน้ำมันปลิวหายไป และแรงดันลมจะไปฉีกรูพรุนของกระดาษให้กว้างขึ้น ทำให้ฝุ่นละอองและทรายขนาดเล็กเล็ดลอดเข้าสู่ห้องเผาไหม้ไปเสียดสีกับกระบอกสูบจนเป็นรอย
เปลี่ยนเมื่อดำ ไม่ต้องรอตามระยะ: คู่มือมักระบุให้เปลี่ยนทุก 16,000 กิโลเมตร แต่ด้วยสภาพฝุ่น PM 2.5 และฝุ่นบนท้องถนนในปัจจุบัน ควรหมั่นถอดฝาครอบกรองอากาศออกมาเช็ก หากกระดาษเปลี่ยนจากสีเขียว/เหลืองอ่อน เป็นสีดำคล้ำ มีคราบฝุ่นเกาะหนา ให้จับเปลี่ยนทันที ไส้กรองของแท้เบิกศูนย์ราคาเพียงร้อยกว่าบาท แต่ช่วยให้ PGM-FI คำนวณอากาศได้แม่นยำ ไม่จ่ายน้ำมันหนาเกินไปจนเปลืองน้ำมัน
เทคโนโลยีหัวฉีด PGM-FI ต้องอาศัยระบบไฟฟ้าและเซนเซอร์ในการทำงาน 100% ตั้งแต่ระบบ Smart Key ไปจนถึงการสั่งจ่ายน้ำมัน
หัวเทียน (Spark Plug): ด่านสุดท้ายของการสร้างกำลัง หัวเทียนที่เขี้ยวสึกหรอ หรือระยะห่างเขี้ยวเพี้ยน จะทำให้การจุดระเบิดบอด เครื่องยนต์จะสั่น เดินเบาไม่เรียบ และสตาร์ทติดยาก การถอดหัวเทียนออกมาดูสียังช่วยวิเคราะห์อาการรถได้ (สีอิฐ = สมบูรณ์, สีดำเขม่า = ส่วนผสมหนา/กรองตัน, สีขาวซีด = เครื่องร้อนจัด/ส่วนผสมบาง) ควรเปลี่ยนหัวเทียนตามมาตรฐานทุกๆ 8,000 กิโลเมตร หรืออัปเกรดเป็นอิริเดียมเพื่อไฟที่นิ่งขึ้น
แบตเตอรี่: รถออโตเมติกยุคใหม่ไม่มีคันสตาร์ทเท้ามาให้แล้ว หากแบตเตอรี่เสื่อม แบตอ่อน แรงดันไฟตก ปั๊มติ๊ก (Fuel Pump) จะทำงานได้ไม่เต็มที่ ทำให้แรงดันน้ำมันเชื้อเพลิงตก รถจะมีอาการบิดสะดุดเหมือนน้ำมันจะหมด แบตเตอรี่โดยทั่วไปมีอายุการใช้งาน 1.5 - 2 ปี ควรเช็กโวลต์มิเตอร์ (ถ้ามี) ให้อยู่ในระดับ 12.4V ขึ้นไปเสมอ
กำลังเครื่องยนต์ที่ดีต้องมาพร้อมกับระบบหยุดรถที่ไว้ใจได้ จุดนี้เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยในชีวิตโดยตรง
เช็กจุดสึกหรอของผ้าเบรก: ผ้าเบรกดิสก์หน้าจะมีร่องบอกระยะการสึกหรอ (Wear Indicator) หากร่องนี้เลือนหายไปจนผิวเรียบเสมอกัน ต้องเปลี่ยนทันที ห้ามปล่อยให้เหล็กสีกับจานเบรกเด็ดขาด ส่วนดรัมเบรกหลัง ให้สังเกตที่สัญลักษณ์ลูกศรตรงมือลิงเบรก หากกำเบรกแล้วลูกศรชี้เลยขีดมาตรฐาน แปลว่าผ้าเบรกหลังหมดแล้ว
น้ำมันเบรกดูดความชื้น: น้ำมันเบรกมาตรฐาน DOT 3 หรือ DOT 4 มีคุณสมบัติดูดซับความชื้นจากอากาศ เมื่อใช้ไปนานๆ 1-2 ปี น้ำมันจะเปลี่ยนจากสีใสเป็นสีขุ่นดำ ความชื้นนี้จะไปลดจุดเดือดของน้ำมันเบรก หากขับขี่ลงเขาหรือเบรกต่อเนื่อง น้ำมันเบรกจะเดือดกลายเป็นไอ ทำให้เกิดอาการ "เบรกหาย" หรือกำเบรกจมมิดด้าม ควรไล่ระบบเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรกใหม่ทุก 2 ปี
ยางและแรงดันลม: พื้นที่สัมผัสระหว่างยางมอเตอร์ไซค์กับพื้นถนนมีขนาดเท่าบัตรเครดิตเท่านั้น! การเติมลมยางให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน (โดยเฉลี่ย หน้า 29-30 PSI / หลัง 32-33 PSI สำหรับรถเล็ก) จะช่วยให้หน้ายางสัมผัสพื้นได้เต็มที่ หากลมยางอ่อน รถจะอืด กินน้ำมัน และเลี้ยวฝืน หากเนื้อยางเริ่มแตกลายงา หรือดอกยางสึกถึงสะพานยาง ควรเปลี่ยนเส้นใหม่ทันที อย่าเสียดายเงินกับชิ้นส่วนที่ติดกับพื้นถนน
50/3-5 Phahonyothin Rd. Nong Kae Saraburi 18140 Thailand
036-371622, 036-371214
sales_numsilp@hotmail.com
@numsilp
Copyright © 2023. Numsilp. All Rights Reserved.
Lorem Ipsum has been the standard dummy text ever since the 1500s, when an unknown printer took a galley of type and scrambled it to make a type specimen book. It has survived not only five centuries, but also the leap into electronic simply dummy text of the printing and typesetting industry. Lorem Ipsum has been the industry's standard dummy text ever since the 1500s, when an unknown printer took a galley of type and scrambled it to make a type specimen book. It has survived not only five
1. industry. Lorem Ipsum has been the industry's standard dummy text ever since the 1500s,
2. when an unknown printer took a galley of type and scrambled it to make a type specimen book.
3. It has survived not only five centuries, but also the leap into electronic simply dummy text of the
4. printing and typesetting industry. Lorem Ipsum has been the industry's standard dummy text
5. ever since the 1500s, when an unknown printer took a galley of type and scrambled it to make a
6. type specimen book. It has survived not only five centuries, but also the leap into electronic
ดำเนินการสมัครสมาชิกเรียบร้อยแล้ว wwww.numsilp.com
หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติ่มได้ที่ โทร 036-371622, 036-371214 หรือติดต่อผ่านเมนู ส่งข้อความถึงผู้ดูแลระบบ
ขอบคุณที่ไว้วางใจ และเลือกใช้บริการกับเรา