036-371622, 036-371214

sales_numsilp@hotmail.com

Blog

เตือนภัยรับจ้างดาวน์รถแล้วส่งต่อ: มหันตภัยกลโกงทางกฎหมายที่ไม่คุ้มค่า

นี่คือบทความที่ได้รับการแก้ไขคำผิด (เช่น สระจม, อักษรหลุด, วรรณยุกต์เพี้ยน จากปัญหาการแปลงไฟล์) พร้อมทั้งจัดรูปแบบใหม่อย่างเป็นระเบียบ อ่านง่าย และคงความถูกต้องตามหลักกฎหมาย 100% ครับ

เตือนภัยรับจ้างดาวน์รถแล้วส่งต่อ: มหันตภัยกลโกงทางกฎหมายที่ไม่มีวันคุ้มค่า

ในยุคเศรษฐกิจปัจจุบันที่หลายคนเผชิญปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน มักจะมีกลุ่มมิจฉาชีพหรือขบวนการทุจริตฉวยโอกาสนี้เข้ามาหยิบยื่นข้อเสนอที่ดูเหมือนจะเป็นทางออกง่าย ๆ ในการหารายได้ หนึ่งในกลโกงที่แพร่ระบาดและสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลในวงการยานยนต์ไทยคือ "พฤติกรรมการรับจ้างดาวน์รถ" ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ โดยมิจฉาชีพจะเสนอเงินก้อนหลักหมื่นเพื่อจ้างให้บุคคลทั่วไปที่มีประวัติทางการเงินดี หรือมีคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ นำชื่อของตนเองไปใช้ในการทำสัญญาเช่าซื้อรถกับบริษัทไฟแนนซ์ โดยบอกว่า "ขอแค่ใช้ชื่อดาวน์รถให้หน่อย ส่วนค่างวดเดี๋ยวมีคนผ่อนต่อเอง ไม่ต้องห่วง" หรือ "ได้เงินใช้ฟรี ๆ รถก็มีคนเอาไปใช้ ไม่เกี่ยวดองกับเรา"

แต่ในความเป็นจริง สิ่งที่ผู้รับจ้างคิดว่าเป็นเพียงการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ชั่วคราวนั้น กลับเป็นจุดเริ่มต้นของฝันร้ายทางกฎหมายที่อาจเปลี่ยนชีวิตจากคนปกติให้กลายเป็น "อาชญากร" และ "ผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว" ภายในข้ามคืน บทความนี้จะเจาะลึกทุกแง่มุมทางกฎหมาย ความเสียหาย และกลไกของศาลในการพิจารณาคดี เพื่อให้เห็นว่าเหตุใดการกระทำนี้จึงไม่มีวันคุ้มค่ากับเงินค่าจ้างเพียงไม่กี่บาท

1. ความเข้าใจผิดเรื่องความเป็นเจ้าของ: ตราบใดที่ยังผ่อนไม่หมด "รถไม่ใช่ของคุณ"

รากฐานสำคัญของปัญหานี้เกิดจากความไม่เข้าใจในสัญญาลักษณะ "เช่าซื้อ" (Hire Purchase) ประชาชนจำนวนมากเข้าใจผิดว่า เมื่อตนเองไปทำสัญญากับไฟแนนซ์ วางเงินดาวน์ และขับรถออกจากโชว์รูมแล้ว รถคันนั้นจะตกเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองทันที และคิดว่าเมื่อเป็นของตนแล้ว จะเอาไปยกให้ใคร ขายต่อ หรือให้ใครผ่อนต่อก็ย่อมทำได้ตามใจชอบ

แต่ในทางกฎหมายแล้ว "กรรมสิทธิ์" (Ownership) หรือความเป็นเจ้าของรถที่แท้จริง ยังคงเป็นของบริษัทไฟแนนซ์หรือผู้ให้เช่าซื้ออย่าง 100% ส่วนผู้ที่ทำสัญญาเช่าซื้อมีสิทธิ์เพียงแค่ "สิทธิครอบครอง" (Possession) เพื่อใช้ประโยชน์และมีหน้าที่ต้องดูแลรักษารถตามสัญญาเท่านั้น กรรมสิทธิ์จะโอนมาเป็นของผู้เช่าซื้อก็ต่อเมื่อมีการชำระเงินค่างวดครบถ้วนตามสัญญาและทำเรื่องโอนกรรมสิทธิ์เสร็จสิ้นแล้วเท่านั้น ดังนั้น การที่ผู้รับจ้างนำรถที่ยังผ่อนไม่หมดไปส่งมอบ หรือขายต่อให้บุคคลอื่น จึงเป็นการเอาทรัพย์สินของคนอื่น (ไฟแนนซ์) ไปจำหน่ายจ่ายโอนโดยไม่มีสิทธิ์ตามกฎหมาย

2. ข้อหาทางอาญา: ยักยอกทรัพย์ คุกสูงสุด 3 ปีต่อกรรม

เมื่อผู้รับจ้างดาวน์รถส่งมอบรถให้มิจฉาชีพไปแล้ว แน่นอนว่ามิจฉาชีพเหล่านั้นจะไม่มีวันนำเงินมาผ่อนค่างวดต่อ รถส่วนใหญ่จะถูกส่งต่อไปยังตลาดมืด ชำแหละขายเป็นอะไหล่ หรือลักลอบส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านทันที เมื่อไม่มีการจ่ายค่างวด บริษัทไฟแนนซ์จะเริ่มติดตามทวงถาม และเมื่อลงพื้นที่ตรวจสอบแล้วพบว่ารถไม่ได้อยู่กับผู้เช่าซื้อ และผู้เช่าซื้อไม่สามารถนำรถมาคืนได้ สิ่งที่จะตามมาทันทีคือการดำเนินคดีอาญา

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 (ความผิดฐานยักยอกทรัพย์) บัญญัติไว้ว่า ผู้ใดครอบครองทรัพย์ซึ่งเป็นของผู้อื่น หรือซึ่งผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย เบียดบังเอาทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือบุคคลที่สามโดยทุจริต ผู้นั้นกระทำความผิดฐานยักยอก ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ในกรณีของการรับจ้างดาวน์รถ ศาลฎีกาไทยมีบรรทัดฐานคำพิพากษาไว้อย่างชัดเจนซ้ำ ๆ หลายคดีว่า การที่ผู้เช่าซื้อทำสัญญาเช่าซื้อรถมาแล้วส่งมอบรถให้บุคคลอื่นไปทันที โดยมีเจตนาตั้งแต่แรกว่าจะไม่ผ่อนชำระเอง และรู้ดีว่าตนเองไม่มีสิทธิ์นำรถนั้นไปให้บุคคลอื่น พฤติการณ์ดังกล่าวถือเป็นการเบียดบังเอาทรัพย์ของไฟแนนซ์ไปโดยทุจริต เข้าข่ายความผิดฐานยักยอกทรัพย์ทันที ซึ่งความผิดนี้มีโทษจำคุก และหากทำหลายคัน โทษจะเรียงกระทงความผิด (คันละกระทง) ทำให้โทษจำคุกสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง (บรรทัดฐานสำคัญ): การที่จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์โดยไม่มีเจตนาจะผ่อนชำระค่างวดมาตั้งแต่ต้น แต่ต้องการนำรถยนต์ไปให้บุคคลอื่นเพื่อแลกกับเงินตอบแทน พฤติการณ์ของจำเลยเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมายสำหรับตนเองหรือผู้อื่น ถือเป็นความผิดฐานยักยอกทรัพย์สินของผู้ให้เช่าซื้อ

3. ข้อหาฉ้อโกง: หากสืบพบว่าตั้งใจมาหลอกลวงตั้งแต่แรก

นอกจากข้อหายักยอกทรัพย์แล้ว ในบางพฤติการณ์หากบริษัทไฟแนนซ์สามารถพิสูจน์ได้ว่า ผู้เช่าซื้อมีการใช้เอกสารอันเป็นเท็จ หรือมีการวางแผนร่วมกับขบวนการมิจฉาชีพเพื่อมาหลอกลวงเอาออกรถไปตั้งแต่ขั้นตอนการยื่นเอกสาร โดยไม่มีความสามารถหรือไม่มีความตั้งใจที่จะผ่อนชำระเลยแม้แต่งวดเดียว การกระทำนี้อาจถูกยกระดับเป็นความผิดฐาน "ฉ้อโกง" ตามมาตรา 341 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น หากทำกันเป็นขบวนการ มีการโพสต์หาคนรับจ้างทางอินเทอร์เน็ต อาจเข้าข่ายฉ้อโกงประชาชน หรือความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ซึ่งมีโทษหนักกว่าเดิมมาก

4. ความรับผิดชอบทางแพ่ง: หนี้ท่วมหัวที่ไม่มีวันสิ้นสุด

หลายคนเข้าใจผิดว่า "ถ้าติดคุกแล้วก็ถือว่าหมดหนี้" หรือ "ถ้าไม่มีรถให้ยึด ไฟแนนซ์ก็ทำอะไรไม่ได้" ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดมหันต์ คดีอาญาก็ส่วนคดีอาญา แต่ในทางแพ่ง บริษัทไฟแนนซ์จะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากผู้เช่าซื้อตามสัญญาเช่าซื้อพ่วงมาด้วย เมื่อรถสูญหายหรือถูกขายทอดตลาดมืดไป ผู้เช่าซื้อจะต้องรับผิดชอบชำระหนี้ดังต่อไปนี้ให้กับไฟแนนซ์:

  • ค่าขาดราคา / ค่าเสียหาย: เงินส่วนต่างค่างวดทั้งหมดที่เหลืออยู่ตามสัญญา ซึ่งมักจะเป็นมูลค่าเต็มของรถ หักลบเงินดาวน์เพียงเล็กน้อย

  • ค่าขาดประโยชน์: ค่าเสียหายจากการที่ไฟแนนซ์ขาดโอกาสในการนำรถคันนั้นไปให้ผู้อื่นเช่าซื้อ หรือใช้ประโยชน์ในระหว่างที่รถสูญหาย

  • ดอกเบี้ยและค่าทวงถาม: ดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ในอัตราที่กฎหมายกำหนด พร้อมทั้งค่าใช้จ่ายในการติดตามสืบหาทรัพย์และค่าทนายความ

หนี้สินเหล่านี้มักจะมีมูลค่าตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลักล้านบาท หากผู้รับจ้างไม่มีเงินจ่าย ก็จะถูกยึดทรัพย์สินส่วนตัวอื่น ๆ เช่น บ้าน ที่ดิน หรือถูกอายัดเงินเดือน และหากมูลค่าหนี้สูงเกินกว่า 1 ล้านบาทสำหรับบุคคลธรรมดา ก็อาจถูกฟ้องให้เป็น "บุคคลล้มละลาย" ส่งผลกระทบต่อการทำงาน การทำธุรกรรม และอนาคตอย่างสิ้นเชิง

5. ผลกระทบต่อประวัติทางการเงินและชีวิตส่วนตัว

ทันทีที่เริ่มมีการค้างชำระค่างวด ชื่อของผู้รับจ้างดาวน์รถจะถูกส่งเข้าสู่ระบบ เครดิตบูโร (Credit Bureau) ในฐานะผู้มีประวัติหนี้เสีย (Bad Debt) ทำให้ไม่สามารถขอสินเชื่อใด ๆ จากสถาบันการเงินได้อีกเลยในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการกู้ซื้อบ้าน ซื้อรถเพื่อใช้งานจริง หรือการทำบัตรเครดิต ยิ่งไปกว่านั้น หากมีคดีความติดตัว การสมัครงานในบริษัทที่มั่นคงหรือหน่วยงานราชการก็จะหมดสิทธิ์ทันที ชีวิตต้องจมอยู่กับความระแวงจากการถูกทวงหนี้และการเดินทางไปขึ้นศาล

สรุป สติก่อนสัญญา อย่าเอาอนาคตไปแลกเศษเงิน

ขบวนการรับจ้างดาวน์รถมักเลือกเหยื่อที่เป็นนักศึกษา ผู้ใช้แรงงาน หรือผู้ที่กำลังเดือดร้อนเรื่องเงิน โดยหลอกล่อด้วยเงินค่าจ้างจำนวนประมาณ 5,000 - 10,000 บาท แลกกับการเซ็นเอกสารไม่กี่ฉบับ แต่ผลลัพธ์ที่ตามมาคือการต้องรับหนี้สินหลักแสนหลักล้าน พร้อมติดคุกตอนโต เงินค่าจ้างที่ได้มาไม่เคยคุ้มค่ากับค่าทนายความ ค่าประกันตัว หรืออิสรภาพที่ต้องสูญเสียไป

ดังนั้น หากมีใครมาติดต่อขอเช่าชื่อ ขอจ้างให้ไปดาวน์รถ ไม่ว่าจะสนิทสนมกันแค่ไหน หรือให้ผลตอบแทนสูงเพียงใด ขอให้ปฏิเสธอย่างเด็ดขาด เพราะกฎหมายไทยมองที่ "ชื่อในสัญญา" เป็นสำคัญ เมื่อคุณเซ็นชื่อลงไปแล้ว คุณคือผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวในสายตาของกฎหมาย อย่าปล่อยให้ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือความโลภชั่วครู่ มาทำลายอนาคตและอิสรภาพของทั้งชีวิตคุณ